ผับ-บาร์ป่าตอง วอนขอเปิดยันเช้า หลังรัฐบาลสั่งปิดตี 1 สูญกว่า 100 ล้าน
2 กุมภาพันธ์ 2560, 10:37
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการสถานบันเทิงหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ตได้รวมตัวกันยื่นหนังสือผ่านจังหวัดภูเก็ตไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อร้องขอขยายเวลาเปิด-ปิดสถานบันเทิงออกไป ภายหลังจากได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยให้ปิดสถานบริการในเวลา 24.00 น. และสถานบันเทิงในเวลา 01.00 น. และได้วอนรัฐบาลเห็นใจเนื่องจากสูญเสียรายได้คืนละมากกว่า 100 ล้านบาท โดยมีนายธีระ อนันตเสรีวิทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าว นายวีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิงหาดป่าตอง กล่าวว่า “สืบเนื่องมาจากที่ทางรัฐบาลหรือคสช. เห็นชอบให้มีนโยบายเข้มงวดตรวจขันในด้านเวลาเปิด-ปิดสถานบริการต่างๆตามกฎหมาย ซึ่งจริงๆแล้วทางผู้ประกอบการเข้าใจเป็นอย่างดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างดีมาโดยตลอด แต่วันนี้ผู้ประกอบการในเขตพื้นที่ป่าตองโดยเฉพาะในเขตบางลาได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการสถานบันเทิง แท็กซี่ และทุกๆสาขาอาชีพนั้น มันกระทบกันเป็นห่วงโซ่ไปหมด ในตอนนี้จากการประเมิน น่าจะเสียหาย 100 ล้าน นายวีรวิชญ์ ย้ำว่าทางผู้ประกอบการได้มีการเรียกร้องในเรื่องนี้มานานเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ซึ่งทางผู้ประกอบการเองก็เข้าใจว่าการที่จะแก้กฎหมายนั้นมันค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ประกอบการจึงอยากเสนอแนะว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ เช่น ในจังหวัดภูเก็ต นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการช้าก็ให้ใช้ดุลยพินิจของผู้ว่าราชการ ว่าสมควรเปิดบริการถึงเวลาไหน อย่างไร ด้านนายปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ตัวแทนผู้ประกอบการสถานบันเทิงหาดป่าตอง กล่าวว่า “จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองที่มีพื้นที่น้อย แต่มีรายได้สูง ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อยากเรียนให้หลายฝ่ายทราบว่าผู้ประกอบการเป็นกองกำลังที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ เราพยายามเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเองการบริการทรัพยากรมนุษย์ของพวกเราให้ทัดเทียมกับแหล่งบันเทิงทั่วโลก หลายคนลงทุนไปอย่างมหาศาล ทั้งคนไทยเองและต่างชาติ “โดยกฎหมายที่มีในประเทศในด้านการควบคุมสถานบันเทิงนั้นต้องยอมรับตรงๆว่าหลายข้อยังล้าหลังอยู่ เราไม่ได้ทำการปรับปรุงมาเป็นเวลานานมาก ในความเป็นจริงแต่ละพื้นที่หรือแต่ละจังหวัดนั้นบริบทไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมาก กฎเปลี่ยนไป สังคมเมืองเปลี่ยนไป เราอยากจะให้กฎหมายเปลี่ยนไปด้วยตามบริบทที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่บางลา เพราะฉะนั้นจึงอยากเรียนให้หลายฝ่ายทราบว่าสิ่งแรกที่อยากเปลี่ยนคือกฎหมายที่ทันสมัยและแข่งขันกับชาวโลกได้” นายปรีชาวุฒิ กล่าว “หากคิดเป็นตารางนิ้ว ป่าตองสามารถทำรายได้มากกว่าภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแน่นอน ถนนบางลามีความยาว 625 เมตร สามารถสร้างรายได้ประมาณคืนละ 100 ล้าน ถ้าหากสามารถเปิดบริการได้จาก 18.00 น. - 6.00 น. ได้ ถนนเส้นนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศถึง 100-150 ล้านบาทต่อคืน หรือ กว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งหากคิดเป็นภาษีที่เข้ารัฐบาลก็น่าจะได้ถึง 5-6 พันล้านบาท” นายปรีชาวุฒิ กล่าว และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ งานบริการของคนไทย เราต้องเข้าใจบริบทงานบริการในประเทศไทยว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จู่ๆจะมีคนบินเอาเงินนับแสนล้านหรือล้านล้านเข้ามาใช้จ่ายที่นี่ ซึ่งเงินจำนวนนี้มาอยู่ในมือของคนไทย คนไทยหลายๆคนจากที่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นก็สามารถสื่อสารได้ หากไม่มีธุรกิจสถานบันเทิงเป็นตัวหลักกระแสเงินสดที่ได้จากนักท่องเที่ยวนั้นย่อมลดลง รายได้จากภาคเกษตรก็อาจจะลดลงเพราะยอดการขายมะนาวที่เอามาผสมเครื่องดื่มถูกสั่งน้อยลง คนขายดอกไม้ได้น้อยลง คนทำงานเสร็จปกติไปกินข้าวต้มหรือหมูกะทะ รายได้จากธุรกิจนี้ก็จะลดลง เงินค่าทิปต่างๆที่คนทำงานด้านนี้อาจจะเป็นค่าขนมของเด็กนักเรียนคนหนึ่ง มันกระทบถึงขนาดนั้น” นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการชาวต่างชาติเข้าร่วมยื่นหนังสือนี้ด้วย โดยนายกอร์ราโด ปาริเซ่ เจ้าของผับอิลลูชั่น กล่าวว่าลูกค้าหลายคนเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาซื้อตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวที่ประเทศไทยเพื่อได้รับความบันเทิงยามค่ำคืนโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่วางแผนเอาไว้ และเปิดเผยว่าตนเองสูญรายได้กว่าคืนละกว่า 1 ล้านบาท  ทั้งนี้นายธีระ อนันตเสรีวิทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวว่า “ตอนนี้ทางจังหวัดได้รับนโยบายมาจากกระทรวงมหาดไทย ทำให้การทำงานบางอย่างได้รับการกระทบกระทั่งบ้าง โดยจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และเป็นแหล่งที่สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศชาติ ดังนั้นก็จะเสนอเรื่องนี้ให้กับทางจังหวัดให้รับทราบ ต่อไป”
ตร.คุมตัวชายขอทานวัย 67 ในงานวัดฉลอง พบเงินสดนับแสน
2 กุมภาพันธ์ 2560, 09:40
  เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 1 ก.พ. 60 ที่วัดไชยธารารามหรือวัดฉลอง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.ธีรพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต  พ.ต.อ.ชูเกียรติ อิ่มใจธรรม  รักษาราชการแทน ผกก.สภ.ฉลอง  พ.ต.ท.ปริญญา ตัณฑสุวรรณ รอง ผกก.ป.สภ.ฉลอง นายณัฐวัต ขวัญปาน เจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภูเก็ต (บ้านมิตรไมตรีภูเก็ต) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  นายศุภวัฒกัณฐ์ คุณลักษณ์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลฉลอง ร่วมกันสอบสวนชายชราพิการขาข้าซ้าย ที่มีพฤติกรรมขอทาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้ภายในบริเวณวัด หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีกลุ่มขอทานเข้ามาขอทานในช่วงที่มีการจัดงานประจำปีหรืองานวัด สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้ามาร่วมงานวัด   เบื้องต้นได้ตรวจค้นพบบัตรประจำตัวประชาชนระบุคือ ชื่อนาย ฮกจ๋าย ขอสงวนนามสกุล อายุ 67 ปี พบว่าทรัพย์สินที่มีติดตัวพบมีเงินทั้งธนบัตรใบละ 20 และเหรียญอีกจำนวนมาก นับรวมกันประมาณ 1 พันบาท นอกจากนี้ยังมีถุงดำบรรจุกระป๋อง ขวดน้ำ ต่างๆ ที่ติดตัวมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่พยายามสอบถามเพิ่มเติม แต่นายฮกจ่าย ได้พยายามปฎิเสธ และบอกว่ามีเงินติดตัวเพียงประมาณ 1 พันเท่านั้น    ขณะที่พยายามสอบถามข้อมูลอยู่นั้น นายศุภวัฒกัณฐ์ คุณลักษณ์ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลฉลอง ได้สังเกตุเห็นว่าที่ขอบกางเกงของนายฮกจ๋าย มีลักษณะบวมป่องผิดปกติ อีกทั้งเมื่อเข้าไปใกล้ก็พยายามปัดมือออกห่าง มีพิรุธ จึงจับดูที่บริเวณรอบเอวจึงพบว่ามีการซุกซ่อนเงินไว้ในถุงพลาสติดก่อนมัดด้วยเชือกฟางไว้รอบเอว จึงขอให้แกะมาตรวจสอบ โดยช่วงแรกนายฮกจ๋ายพยายามขัดขืน จ้าหน้าที่จึงพยายามพูดคุยจนนายฮกจ๋ายยอมให้นำออกมานับ ซึ่งพบว่ามีจำนวน 13 มัด (ถุง) จำนวนเท่าๆกัน เจ้าหน้าที่ตรวจนับเพียงถุงแรกนับได้ประมาณ 7,000 บาท และคำนวนเบื้องต้นน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท จึงให้เจ้าหน้าที่นำตัวส่งศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภูเก็ต (บ้านมิตรไมตรีภูเก็ต) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำประวัติก่อนให้การช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป   อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ธีรพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต  กล่าวว่า การควบคุมตัวขอทานรายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ฉลองได้รับแจ้งจากประชาชน ว่ามีกลุ่มขอทานอาศัยช่วงที่มีงานประจำปีเข้ามาขอทานภายในงาน จึงเข้มงวดตรวจสอบ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ18.15 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง นำโดย พ.ต.ท.สุชาติ สิงหา รอง สวป.สภ.ฉลอง ปฏิบัติงาน หน.จร.สภ.ฉลอง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความเรียบร้อยตามปกติ ก่อนจะพบตัวนายฮกจ๋ายอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัด จึงควบคุมตัวไว้ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ พัฒนาสังคม ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภูเก็ตมาร่วมตรวจสอบ   ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้พ.ต.ท.ปริญญา ตัณฑสุวรรณ รอง ผกก.ป.สภ.ฉลอง นำตัวไปลงบันทึกประจำวันที่สภ.ฉลอง ก่อนจะส่งตัวเจ้าหน้าที่ พัฒนาสังคม ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภูเก็ต (บ้านมิตรไมตรีภูเก็ต)มารับตัวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป    อย่างไรก็ตามในส่วนของเงินสดที่พบจำนวนมากนั้น ล่าสุดทราบว่าเป็นเงินเก็บที่มาจากการเก็บของเก่าขาย โดยมีการพกติดตัวตลอดเวลา เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะสูญหายหรือเกิดอันตรายจึงจะต้องจะดำเนินการตรวจนับก่อนนำไปเปิดบัญชีฝากเข้าธนาคารให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยต่อไป
ชาวเลราไวย์ชนะ! ศาลยกฟ้องคดี หลักฐานมีพิรุธหลายอย่าง
31 มกราคม 2560, 14:01
วันนี้เวลา 10:00 น. ศาลจังหวัดภูเก็ตนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ดินชาวเลราไวย์ ระหว่างนางบุญศรี ตันติวัฒนวัลลภ ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายแอ่ว หาดทรายทอง นายวรณัน หาดทรายทอง นายบรรชา หาดทรายทอง และนายนิรันดร์ หยังปาน จำเลยในข้อหาบุกรุก ขับไล่   โดยในวันนี้ นายนิรันดร์ หยังปาน หนึ่งในจำเลยที่ถูกฟ้อง ได้เดินทางมายังศาลจังหวัดภูเก็ต และมีชาวเลอีกจำนวนกว่า 100 ชีวิตมาร่วมให้กำลังใจ โดยนั่งปูเสื่อรออยู่สนามหญ้าหน้าอาคารศาล ส่วนทางด้านโจทก์และทนายฝ่ายโจทก์ไม่ได้ปรากฎตัวที่ศาลแต่อย่างใด   หลังจากการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น นายนิรันดร์ได้เดินออกมานอกอาคารศาลและแจ้งให้ทุกคนทราบว่าศาลได้ตัดสินยกฟ้อง เนื่องจากในการวินิจฉัยนั้น ศาลได้พิจารณาในหลายประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะภาพถ่ายจากการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2502 ยังพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเล โดยมีภาพของต้นมะพร้าวปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งโจทย์แจ้งว่าต้นมะพร้าวมีอายุ 10 ปี  แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าต้นมะพร้าวดังกล่าวมีอายุกว่า 30 ปี จึงเป็นข้อขัดแย้งและข้อพิรุธ ประกอบกับการพิจารณาของศาลพบว่า หลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธหลายอย่าง จึงพิจารณายกฟ้อง เพราะชาวเลเป็นผู้ถือผู้ใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งทางโจทก์ถือหลักฐานโฉนด จึงอนุญาตให้นายแอ่วและจำเลยอีก 3 คนใช้พื้นที่นี้ทำกินต่อไปได้    โดยนายแอ่ว ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวหลังจากการฟังคำตัดสินแล้วว่า “ศาลมองภาพแล้วว่า วันนี้โจทก์มีพิรุธหลายอย่าง เช่นการไต่สวน จากการที่ในหลวงเสด็จประพาสเมื่อปี 2502 โจทก์ได้แจ้งว่าต้นมะพร้าวที่ทางโจทก์ได้ปลูกไว้นั้นมีอายุ 10 ปี แต่กองพิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าต้นมะพร้าวบนที่ดินดังกล่าวนั้นมีอายุมากกว่า 30 ปี เพราะฉะนั้นจึงมีพิรุธ ศาลจึงยกฟ้องให้ชาวเลเป็นผู้ถือการมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์”   ทั้งนี้ชาวเลที่เดินทางมาให้กำลังต่างก็ร้องไห้ด้วยความปิติยินดีกับชัยชนะครั้งนี้ 
พิพากษาพรุ่งนี้ คดีชาวเลราไวย์ ทนายเผยมีความหวังหลังชนะ 2 คดี
30 มกราคม 2560, 15:56
วันนี้ เวลา 10.00 น. นายพสิทธิ์ ถาวรล้ำเลิศ ทนายความคดีด้านที่ดินของชาวเลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ได้เปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมีการนัดฟังคำพิพากษาคดีเอกชนฟ้องขับไล่ชาวเลราไวย์ที่เหลืออีก 4 คดี ทั้งนี้มีความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีดังกล่างจะผ่านไปได้ดวยดีเนื่องจากคดีในลักษณะนี้ที่ตนดูแลอยู่นั้นชนะคดีมาแล้วสองคดี และคดีนี้ก็หวังว่าจะเป็นแบบเดิม"   ทั้งนี้นายพสิทธิ์เพิ่มเติมว่า “ในตอนนี้ยังมีคดีที่ยังต้องสืบพยานเพื่อสู้คดีในลักษณะนี้อีกหลายคดี คดีที่ยังไม่ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการศาลนั้นมีแน่ชัดอยู่ 2 คดี ในตอนนี้ชาวเลรู้สึกมีความหวังมากขึ้นหลังจากที่ 2 คดีก่อนหน้านี้ได้ชนะไป"   "โดยตอนนี้ ภาพรวมที่ชาวเลตกเป็นเหยื่อของนายทุนนั้น มีอยู่ประมาณ 4-5 คดี ในคดีชั้นต้น ไม่ รวมอุทธรณ์และฎีกา น่าจะอยู่ประมาณ 30-40 คดี โดยพรุ่งนี้ศาลจะนัดฟังคำพิพากษา ถ้าคดีแพ้ก็ต้องอุทธรณ์ฎีกาตามกระบวนการต่อไป เพราะคดียังไม่ถึงขั้นสิ้นสุด ตอนนี้คิดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปีในการจบคดี เพราะปัจจุบันการดำเนินการทางกฎหมายนั้นเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก”   โดยพรุ่งนี้ ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาคดีในวันพรุ่งนี้ที่ศาลจังหวัดภูเก็ต โดยข่าวภูเก็ตจะรายงานให้ทราบต่อไป